บทความ Typology หัวข้อ Universities ในนิตยสาร The Architectural Review เขียนโดย Tom Wilkinson บอกเล่าความสัมพันธ์ของความเชื่อในสังคม กิจกรรม ที่ตั้ง รูปแบบและแนวคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรมประเภทมหาวิทยาลัย ผมเห็นว่ามีประโยชน์กับโปรเจคของเรา เลยสรุปมาให้อ่านกันครับ😎
มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในสถาบันเก่าแก่ที่หลงเหลือในโลกตะวันตก ในสมัยกรีกโบราณเพลโต ตั้งสำนักปรัชญา (Akademia) ใต้ต้นมะกอกนอกกำแพงเมืองเอเธนส์
ตั้งแต่สมัยยุคกลางคริสต์ศตวรรษที่ 4 -14 (Middle Ages) สถาบันการศึกษล้วนอยู่ในการอุปถัมป์ ในยุคฟิวดัลหรือระบบศักดินาสวามิภักดิ์ (Feudalism) สถานศึกษาในยุคเริ่มต้นเป็นสถานที่ฝึกฝนสำหรับชนชั้นขุนนาง เช่น มัสยิดและสถานที่สอนศาสนาเมืองเฟส (Fes) ประเทศโมร็อคโค หรือในเมืองไคโร ประเทศอิยิปต์, มหาวิทยาลัยโบโลญญา, ปารีส, อ๊อกฟอร์ด
การที่สถาบันเป็นที่รวมตัวของชนชั้นสูง จึงได้หยิบยืมองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมมาดัดแปลงเพื่อการใช้งาน เช่น ทางเดินมีหลังคา (Cloister) ล้อมรอบพื้นที่เปิดโล้งรูปสี่เหลี่ยมที่พบได้ในมหาวิหารถูกนำมาใช้ในการวางผังสถาบันการศึกษา, ห้องสำหรับนักบวช ปรับเป็นห้องเรียน โดยการนำเอาองค์ประกอบของอาคารทางศาสนามาใช้สามารถมองได้ว่าสถาบันการศึกษาไม่เพียงมอบสถานที่สำหรับฝึกปฎิบัติ แต่ยังควบคุมและชี้นำจิตวิญาณของผู้เยาว์ไปพร้อมๆกัน
ศตวรรษที่ 15 เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี โลเรนโซ เด เมดีชี (Lorenzo de' Medici) อุปถัมป์มีเกลันเจโล บูโอนาร์โรตี (Michelangelo) โดยเสนอโอกาสพัฒนาทักษะทางศิลปะ โดยฝึกฝนจากการลอกเลียนผลงานที่เก็บสะสมในสวน โดยมีอาจารย์สอน
ห้องสมุด, วิหาร, ห้องเรียน (เมื่อก่อนเรียกว่า Professorial office), ครัว, ห้องทานอาหาร, ส่วนบริการ, ห้องบรรยาย, ส่วนบริหาร, ส่วนกลาง, โรงพละ, ห้องปฎิบัติการ พื้นที่ต่างๆเกิดขึ้นจากความต้องการของผู้เรียน และผู้สอน อาคารเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต สถาบันการศึกษาในยุคนั้นจึงประสบปัญหาที่ต้องปรับปรุงอาคารเก่า เพื่อตอบสนองการขายาตัวของกิจกรรมที่เกิดขึ้น ((ภาพ 1)
ลัทธิล่าอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ (British Colonialism) ช่วยกระจายแนวคิดมหาวิทยาลัยไปทั่วโลก เราเห็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมในมหาวิทยาลัยในรูปแบบยุคฟื้นฟูโกธิค เช่น วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยมุมไบ (Mumbai University) (ภาพ 2)
แนวคิดมหาวิทยาลัยที่มีพร้อมทุกอย่าง (ห้งสมุด, หอพักอาจารย์ - นักศึกษา, ห้องเรียน) เกิดขึ้นไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมาในโลกใหม่ (new world - คำเรียกทวีปอเมริกา และอาจจะรวมไปถึงออสตราเลเชีย - WIKI) มหาวิทยาลัยในรูปแบบฟื้นฟูโกธิคมาพร้อมกับแนวคิดลัทธิล่าอาณานิคม ตัวอย่างเช่น อาคารในมหาวิทยาลัยเยล ประเทศสหรัฐอเมริกา (ภาพ 3) หรืออาคารหอนาฬิกาในมหาวิทยาลัยมุมไบ
งานออกแบบมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย (University of Virginia) โดยทอมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) มีลักษณะคล้ายกับหมู่บ้าน (ภาพ 4) โดยปฎิเสธรูปแบบยุคฟื้นฟูโกธิค อาคารนำเสนอผ่านรูปแบบคลาสสิค องค์ประกอบอย่างเช่นแนวเสาระเบียง (Colonnade) ทำให้นึกถึงสำนักปรัชญาของเพลโต
ในขณะที่อิทธิพลของศาสนาที่มีต่อสถาบันการศึกษาเริ่มลดลง Grandes Écoles ในประเทศฝรั่งเศสก่อตั้งขึ้นในช่วงปฎิวัติตามหลักการของยุคเรืองปัญญาในศตวรรษที่ 16 (Enlightenment) ส่งผลต่อกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุงเน้นการวิจัย และเทคโนโลยี เช่น สถาบันโพลีเทคนิค (Polytechnic) การศึกษายังเป็นสถานที่ฝึกฝนผู้ปกครองเพื่อรับใช้กษัตริย์ดังนั้นสถาบันจึงถูกควบคุมโดยรัฐ (ค.ศ. 1852 มีกฏห้ามไว้หนวด)
เยอรมันในศควรรษที่ 19 หลายๆสถาบันการศึกษาเลือกเป็นอิสระจากแนวคิด ความเชื่อทางศาสนา ตามแนวคิดของอเล็คซันเดอร์ ฟ็อน ฮุมบ็อลท์ (Friedrich Wilhelm Heinrich Alexander von Humboldt) นักภูมิศาสตร์, นักธรรมชาติวิทยา, นักสำรวจ ทำให้การศึกษาแบบวิทยาศาสตร์เป็นที่นิยม
University College London ในอังกฤษก่อตั้งในปีค.ศ. 1825 เป็นสถาบันแห่งแรกที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับนิกายทางศาสนา
ช่วงหลังของศตวรรษที่ 19 ในประเทศอังกฤษ มหาวิทยาลัยมีการขยายไปนอกเมืองหลวง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเชิงเทคนิค แตกต่างจากมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของชนชั้นกลางในเมืองหลวง ในขณะที่ Oxbridge (มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์) มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟูโกธิค วิทยาลัยเทคนิคใช้อิฐแดงเป็นวัสดุอาคาร (ภาพ 5) วัสดุร่วมสมัยซึ่งพบได้ในมหาวิทยาลัยสำหรับผู้ชำนาญการ (Technocrat) เช่น ETH Zürich, MIT (สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์)
สถาบันที่รับการสนับสนุนจากรัฐเป็นที่นิยมในอังกฤษช่วงปี 1960s มหาวิทยาลัยนอกเมืองเกิดขึ้นเพื่อรองรับจำนวนนักศึกษาที่เพิ่มมากขึ้น มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ปฎิเสธรูปแบบคลาสสิคหรอืโกธิค และเลือกใช้วัสดุสมัยใหม่อย่างกระจกเป็นหลัก นอกเหนือจากรูปแบบอาคาร ระบบผังที่ตอบสนองภูมิประเทศเป็นสิ่งที่ผู้ออกแบบคำนึงถึง เช่น Sir Basil Spence ออกแบบอาคารให้มหาวิทยาลัยซัสเซ็กส์ (University of Sussex) (ภาพ 6), อาคารหอพักมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย (University of East Anglia เมือง Norwich) รูปทรงคล้ายซิกกูแรต (Ziggurat) (ภาพ 7)
ประเทศสหรัฐเอมริกา มีส ฟาน เดอร์ โรห์ (Mies van der Rohe) ออกแบบผังและอาคารในรูปแบบโมเดิร์นให้กับสถาบันเทคโนโลยีอิลลินอยส์ (Illinois Institute of Technology) (ภาพ 8), สถาปัตยกรรมจากคอนกรีตรูปแบบ Brutalism ของพอล รูดอล์ฟ (Paul Rudolph) มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ (University of Massachusetts ในเมือง Dartmouth) (ภาพ 9) ผังสถาบันการศึกษาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีลักษณะกระชับ (Compactness) โดยมุ่งหวังการพบปะของผู้เรียนและผู้สอน รวมถึงการติดต่อสื่อสารข้ามคณะ
โดยทั่วไปแล้วมหาวิทยาลัยพยายามส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย แต่อย่างไรก็ตามการเดินขบวนประท้วงในปารีสปีค.ศ. 1958 (ภาพ 10) สื่อภาพการที่สถาบันการศึกษาเป็นสถานที่สำหรับคนแค่บางกลุ่ม อาคารในสถาบันสะท้อนระบบการปกครองแบบพ่อปรกครองลูก (Paternalism)
ช่วงสงครามเย็นมหาวิทยาลัยไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเกี่ยวข้องทางการเมืองได้ มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน (Berlin University) อยู่ภายใต้แนวคิดลัทธิคอมมิวนิสต์ อีกฝั่งของกำแพงเบอร์ลิน อเมริกาจัดตั้ง Free University ในเยอรมนตะวันออก สถาบันการศึกษาแบบที่พบได้ต่างเมืองในอเมริกา แตกต่างจากมหาวิทยาลัยแบบเยอรมันแท้ที่ตั้งอยู่ในเมือง
ที่มอสโคว์ ประเทศโซเวียต โจเซฟ สตาลิน ก่อตั้งมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ในรูปแบบนีโอคลาสสิค อาคารต่างๆถูกนำมารวมกันเป็นตึกสูง (ภาพ 11) ประดับด้วยรูปปั้นที่ยอดตึก แตกต่างจากการวางผังมหาวิทยาลัยแบบหมู่บ้านของทอมัส เจฟเฟอร์สัน
เคนโซ ทังเกะ (Kenzo Tange) ออกแบบอาคารสูงกรุด้วยกระจกให้กับสถาบัน Mode Gakuen ในเมืองโตเกียว (ภาพ 12)
ในปีค.ศ. 1966 เซดริก ไพรซ์ (Cedric Price) นำเสนอแนวคิด Potteries Thinkbelt โดยนำพื้นที่เหมืองอุตสาหกรรมเซรามิคร้างเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัย เชื่อมต่อภายในโครงการด้วยรถไฟ รองรับผู้เรียนได้ 20,000 คน (ภาพ 13-15)
พัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้การประชุมทางไกล หรืออ่านหนังสือจากห้องสมุดออนไลน์เป็นเรื่องง่าย กระบวนการต่างๆลดทอนลง ซึ่งทำให้ความเป็นมหาวิทยาลัยเปลี่ยนไปจากความหมายเดิม ความเชื่อมโยงทางกายภาพระหว่างผู้เรียนและชุมชนลดลง อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยยังคงต้องการสถาปัตยกรรม ในเงื่อนไขที่สถาปัตยกรรมต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน