31 Dec 2019

สระน้ำสำหรับนกเพนกวิ้น 🐧 ( 4 พฤศจิกายน 2019)

เบอโดล โรมาโนวิช ลูเบทกิ้น (Berthold Romanovich Lubetkin) เกิดที่รัสเซียปีคริสต์ศักราช 1901 ใช้ชีวิตผ่านช่วงปฎิวัติโซเวียต ขณะที่ศึกษา และทำงานใน Atelier Perret (สำนักงานออกแบบของ Auguste Perret) เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส ลูเบทกิ้นรับอิทธิพลแนวความคิดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมโมเดิร์นจาก Le Corbusier (Five Points of New Architecture) รวมทั้งเคล็ดลับในการก่อสร้างด้วยคอนกรีต

อาคารพักอาศัยรวมเลขที่ 25 avenue de Versailles ในปารีส ออกแบบร่วมกับ Jean Ginsberg โดยตัวอาคารเป็นการนำเอา Maison Cook อาคารเขตชานเมืองปารีสที่ออกแบบโดย Le Corbusier เป็นต้นแบบและนำมาตีความใหม่
.
ปีค.ศ. 1930 ลูเบทกิ้นย้ายมาประเทศอังกฤษ รวมตัวกับสถาปนิกหนุ่มอีกห้าคน ตั้งชื่อกลุ่มว่า Tecton (ภาษากรีกโบราณ tektōn = ช่างฝีมือ)
.
งานชิ้นแรกๆคือการออกแบบ บ้านกอริลลา (Gorilla House) และสระน้ำสำหรับนกเพนกวิ้น (Penguin Pool) ให้กับสวนสัตว์ลอนดอน (London Zoo)
.
สระน้ำตื้นรูปทรงไข่มีทางลาดไขว้ตรงกลาง สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1934 ออกแบบโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กโดย Ove Arup Engineer ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นงานออกแบบโครงสร้างที่ล้ำสมัย ทางลาดมีลักษณะคล้ายประติมากรรรมชวนให้นึกถึงงานของออกแบบฉากเวทีของ Vsevolod Meyerhold และผลงานของศิลปิน Naum Gabo
.
ปีค.ศ. 2004 นกเพนกวิ้นทั้งหมดถูกย้ายไปพื้นที่ใหญ่กว่าเดิม ปัจจุบันสระน้ำถูกจัดให้เป็นอาคารสำคัญ (Grade I: buildings) แม้ไม่เหลือผู้อาศัยตัวเล็ก มีข้อมูลที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ว่าเพนกวิ้นได้รับบาดเจ็บที่ข้อต่อเนื่องจากการเดินบนพื้นคอนกรีตตลอดเวลา สระน้ำตื้นเกินไปที่จะกระโดดลงหรือว่ายน้ำ อีกทั้งยังขาดความเป็นส่วนตัว 🐧

ประตูติมากรรม (7 มีนาคม 2019)

หอศีลจุ่มนักบุญยอห์น หรือ หอศีลจุ่มซันโจวันนี หรือ หอศีลจุ่มฟลอเรนซ์ (Baptistery of Saint John, Battistero di San Giovanniม The Florence Baptistery) เป็นหอศีลจุ่มนิกายโรมันคาทอลิก ตั้งอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ในประเทศอิตาลีตัวหอเป็นทรงแปดเหลี่ยมที่ตั้งอยู่กลางจตุรัสเดลดูโอโมตรงกันข้ามกับมหาวิหารฟลอเรนซ์ และหอระฆังของจอตโต ดี บอนโดเน (หอระฆังจอตโต) (ภาพประกอบ 1,2)













หอศีลจุ่มสร้างระหว่างปี ค.ศ. 1059 - 1128 เป็นสถาปัตยกรรมโรมาเนสก์แบบฟลอเรนซ์ สิ่งที่มีชื่อเสียงคือประตูทั้งสามบานทางด้านทิศ เหนือ ใต้ และตะวันออก
-
ในปี ค.ศ. 1401 กลุ่มสมาคมธุรกิจที่ดูแลการค้าผ้า (Cloth Guild of Florence) มีความตั้งใจที่สร้างประตูอาคารหอศีลจุ่มชุดที่สอง ทางด้านทิศเหนือ และตะวันออก ประตูชุดแรกทางด้านทิศใต้ออกแบบโดยแอนเดรีย ปิซาโน (Andrea Pisano) มีเนื้อหาเกี่ยวกับอัตชีวประวัติของนักบุญยอห์นผู้ล้างบาป
-
ประตูอาคารที่มีความสำคัญ มีขนาดใหญ่ และทำจากสัมริด วัสดุที่มีราคาแพง จึงต้องจัดงานประกวดแบบเพื่อมองหาผลงานที่เหมาะสมที่สุด ภายในอาคาร National Museum of Bargello (อาคารที่เคยเป็นคฤหาสน์ ป้อมทหาร คุก และปรับเป็นพิพิธภัณท์ในปัจจุบัน) ปรากฏหลักฐานงานประกวดแบบประตูสัมริดด้านทิศเหนือ เรียกว่า Compettition Panel
-
จากผลงาน 7 ชิ้น หลงเหลือมาจัดแสดงเพียง 2 ชิ้น (ภาพประกอบ 3) ได้แก่ผลงานของ ลอเร็นโซ กิเบอร์ติ (Lorenzo Ghiberti) ประติมากรและช่างทอง (ผลงานซ้ายมือ)
และฟีลิปโป บรูเนลเลสกี (Filippo Brunelleschi) สถาปนิก และผู้อธิบายหลักการทัศนียภาพ (Perspective) (ผลงานขวามือ)

โจทย์ของงานออกแบบคือปริมาณสัมริดที่มีอย่างจำกัด เนื้อเรื่องบนประตูนำมาจากพระคัมภีร์เดิม (The Old Testament) ฉากต่างๆในเรื่องราวการเสียสละของไอแซค (บางแหล่งเรียก อิสอัค) (The Sacrifice of Isaac) ต้องอยู่ในกรอบรูปทรงคล้ายใบโคลเวอร์สี่กลีบ วางซ้อนลงบนรูปทรงสี่เหลี่ยม (Barbed quatrefoil) (Quatrefoil - รูปทรงที่นิยมใช้ในศิลปะยุคโกธิค)

-
เรื่องราวมีดังนี้ พระเจ้าตรัสให้ อับราฮัมพาบุตรคนเดียวของเจ้าผู้ที่เจ้ารัก ไปยังแคว้นโมริยาห์ และถวายเขาที่นั่นเป็นเครื่องเผาบูชา (ฆ่าลูกชายตนเอง)เมื่ออับราฮัม มาถึงสถานที่ และกำลังจะกระทำตามประสงค์ของพระเจ้า โดยจ่อมีดไปที่ลำคอของไอแซค จู่ๆก็ปรากฏเทวดาห้ามอับราฮัม พระเจ้าต้องการลองใจอับราฮัม จากนั้นพระเจ้ามอบแกะตัวผู้เพื่อเป็นเครื่องบูชาแทนลูกชาย (ภาพประกอบ 4)


ทั้งสองนำเสนอห้วงเวลาสั้นๆ ระหว่างความเป็นและความตาย
ในผลงานของฟีลิปโป บรูเนลเลสกี เทวดาปรากฏขึ้นที่มุมเอื้อมมาจับมือของอับราฮัมที่กำลังจ่อมีดไปที่คอชองบุตรชาย ประมาณว่าถ้าช้ากว่านี้อีกเสี้ยววินาทีคงไม่รอด
เทวดาในผลงานของ ลอเร็นโซ กิเบอร์ติ เทวดาปรากฏขึ้นมาที่มุม ในช่วงที่มีดกำลังจะไปถึงคอ เงื้อแล้วกำลังพุ่งเข้าไป แต่เทวดาห้ามไว้พอดี ศิลปินนำเสนอแนวคิดทางสุนทรียศาสตร์แบบโรมัน ที่ชื่นชอบกายวิภาคผ่านท่าทางของไอแซค (ภาษาอังกฤษบรรยายว่า ditrect) ต่างจากท่าทางในผลงานของบรูเนลเลสกี ที่บิดลำตัว
-
ผลงานที่ชนะเป็นของ ลอเร็นโซ กิเบอร์ติ ไม่ปรากฏหลักฐานการตัดสิน แต่ผู้คนสันนิฐานว่าเป็นเพราะผลงานของบรูเนลเลสกีใช้ปริมาณสัมริดมากกว่าของกิเบอร์ติ
บรูเนลเลสกีใช้งานหล่อสัมริด 4 ชิ้นมาประกอบกัน ในขณะที่กิเบอร์ติ ใช้ 2 ชิ้น
-
ในปัจจุบัน ผู้คนจากหลากหลายประเทส เดินทางเพื่อมาเฝ้าดูความยิ่งใหญ่ของบานประตูหอศีลจุ่ม (ภาพประกอบ 5)

ในภายหลัง ฟีลิปโป บรูเนลเลสกี ผู้พ่ายแพ้ในการประกวด ถูกจดจำในฐานะผู้ออกแบบโดมมหาวิหารฟลอเรนซ์ (โดมขนาดใหญ่ที่ไม่มีใครหาวิธีก่อสร้าง โดยไม่ใช้ค้ำยันจากด้านล่างได้มาก่อน)
-
ผู้ใดมาฟลอเรนซ์ แล้วไม่ได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์สองสิ่งนี้ ควรตีตั๋วกลับไปอีกครั้ง (อันนี้ผมคิดเอง 😎)
-
ความรู้สึกยิ่งใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ขนาด (ศิลปินแห่งชาติผู้หนึ่งกล่าวเปิดการบรรยาย เมื่อนานมาแล้ว)

Michelangelo,New Sacristy at Basilica of San Lorenzo, Florence (7 มีนาคม 2019)

ในปีคริสตศักราช 1419 สถาปนิกฟีลิปโป บรูเนลเลสกี (Filippo Brunelleschi) ได้รับมอบหมายให้ปรับปรุงโบสถ์เก่ารูปแบบโรมาเนสก์ (Romanesque) ในศตวรรษที่ 11 ปัจจุบันเรารู้จักในชื่อมหาวิหารซันโลเรนโซ (Basilica of San Lorenzo) ตั้งอยู่ในเมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ประเทศอิตาลี (ภาพ a,b)


ผังพื้นอาคารเดิมมีลักษณะแบบลาตินครอส (Latin cross) (ภาพ C) ลักษณะของไม้กางเขนในปัจจุบัน เนื่องจากขาดเงินทุนทำให้การก่อสร้างช่วงแรกเป็นไปอย่างเชื่องช้า จนตระกูลเมดิซีเข้ามาเป็นผู้อุปถัมภ์หลักในปี ค.ศ. 1442 อีก 4 ปีถัดมาฟีลิปโป บรูเนลเลสกีเสียชีวิต โครงการนี้จึงถูกส่งต่อให้สถาปนิกอีกหลายคน เช่น อันโตนิโอ มาเนตติ (Antonio Manetti) และ มีเกลันเจโล บูโอนาร์โรตี (Michelangelo)
ส่วนปรับปรุงใหม่ได้แก่สุสาน (แต่เรียกว่า Sacristy - ห้องเก็บเครื่องสักการะในโบสถ์) ด้านบนฝั่งซ้ายเก่าและฝั่งขวาใหม่ ผังพื้นหกเหลี่ยมตรงกลางเป็นพื้นที่สุสานของตระกูลเมดิซี (The Chapel of the Princes)
ทางด้านซ้ายเป็นทางเดินมีหลังคา (Cloister) สูงสองชั้นด้านบนเป็นระเบียง (Loggia) ด้านบนมีห้องสมุดลอเร็นเที่ยน (Laurentian Library) เชื่อมระหว่างมหาวิหารและทางเดิน
บริเวณห้องด้านหน้า (Vestibule) (ภาพ c ห้องสีส้ม) ออกแบบโดยมีเกลันเจโล ภายในห้องรูปทรงสี่เหลี่ยมมีบันไดเชื่อมไปส่วนอ่านหนังสือ
นักประวัติศาสตร์ศิลปะจัดผลงานศิลปะของมีเกลันเจโลแยู่ในกลุ่มแมนเนอริสม์ (Mannerism) ภาพวาดของเลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) มีลักษณะเหมือนจริงด้วยมิติของการบิดตำแหน่งไหล่ และใบหน้า ในขณะที่ผลงานของมีเกลันเจโลมีลักษณะการจัดท่าทางที่อยู่เหนือธรรมชาติ (เล่นใหญ่) (ภาพ d)

การจะชื่นชมผลงานของมีเกลันเจโล จำเป็นต้องเข้าใจผลงานของบรูเนลเลสกี ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่มีอยู่แล้วและใหม่สะท้อนผ่านภาษาทางสถาปัตยกรรม
ทางเข้าด้านข้าง ภายในห้องจะพบบันไดขนาดใหญ่ ห้องเพดานสูง ถูกแบ่งออกเป็น 3 ชั้นด้วยเส้นบัวผนัง ที่ระดับทางเข้าส่วนล่างสุดเน้นความเรียบง่าย ระดับที่สองเป็นระดับห้องอ่านหนังสือถูกตกแต่งด้วยช่องหน้าต่างปลอม, เสาและหน้าจั่ว (Pediment) (e)


สีที่เลือกใช้เป็นกลุ่มสีเดียวกันกับภายในวิหารที่ออกแบบโดยบรูเนลเลสกี
เสาหลอก (Pilaster - องค์ประกอบผนังอาคารที่มีลักษณะคล้ายเสา) คู่ถูกวางในส่วนเว้าของผนังทำหน้าที่เป็นเครื่องประดับแตกต่างจากแนวเสาภายในวิหารของบรูเนลเลสกีที่สะท้อนหน้าที่รับน้ำหนักโครงสร้าง (ภาพ f)
เสาหลอก (Pilaster) และบัว (Corbel) ช่วยเน้นเส้นแนวตั้งภายในห้อง ซึ่งขัดแย้งกับลักษณะที่ว่างแบบแนวนอนในห้องอ่านหนังสือ
ภายในห้องสุสานเก่า (Old Sacristy) บรูเนลเลสกีพบปัญหาการเข้ามุมเสาหลอก (Pilaster) การพับฉากของเสาหลอกทำหัวเสาผิดปกติในขณะที่ทั้งห้องสะท้อนความกลมกลืนของรูปทรง บริเวณมุมดูจะเป็นสิ่งที่น่าประหลาด (ภาพ g)

ที่มุมห้องมีเกลันเจโลแก้ปัญหาโดยใช้เสาหลอกคู่ที่มีความลึกและระยะห่าง เพื่อแก้ปัญหาการเข้ามุมและสร้างความสมดุลที่บริเวณมุมมห้อง (ภาพ h)
ภายในห้องกว้าง 10.5 เมตร ยาว 10.5 เมตร สูง 14.6 เมตร บันไดตรงกลางมีขนาดใหญ่ตามแบบของมีเกลันเจโลนั้นสร้างจากไม้ แต่ภายหลังสถาปนิกที่รับช่วงต่อเปลี่ยนวัสดุเป็นหินอ่อน ขนาดและวัสดุทำให้บันไดมีลักษณะคล้ายกับประติมากรรม (ภาพ i)
วันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2562 ดีไซน์แล็บสตูดิโอจะพานักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 4 ไปทัศนศึกษาอาคารสมาคมฝรั่งเศส และชมภาพยนต์สารคดีเรื่อง Michelangelo – Love and Death รอบเวลา 18.30-20.00 น.📷

30 Dec 2019

Universities (17 ตุลาคม 2019)

บทความ Typology หัวข้อ Universities ในนิตยสาร The Architectural Review เขียนโดย Tom Wilkinson บอกเล่าความสัมพันธ์ของความเชื่อในสังคม กิจกรรม ที่ตั้ง รูปแบบและแนวคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรมประเภทมหาวิทยาลัย ผมเห็นว่ามีประโยชน์กับโปรเจคของเรา เลยสรุปมาให้อ่านกันครับ😎
มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในสถาบันเก่าแก่ที่หลงเหลือในโลกตะวันตก ในสมัยกรีกโบราณเพลโต ตั้งสำนักปรัชญา (Akademia) ใต้ต้นมะกอกนอกกำแพงเมืองเอเธนส์

ตั้งแต่สมัยยุคกลางคริสต์ศตวรรษที่ 4 -14 (Middle Ages) สถาบันการศึกษล้วนอยู่ในการอุปถัมป์ ในยุคฟิวดัลหรือระบบศักดินาสวามิภักดิ์ (Feudalism) สถานศึกษาในยุคเริ่มต้นเป็นสถานที่ฝึกฝนสำหรับชนชั้นขุนนาง เช่น มัสยิดและสถานที่สอนศาสนาเมืองเฟส (Fes) ประเทศโมร็อคโค หรือในเมืองไคโร ประเทศอิยิปต์, มหาวิทยาลัยโบโลญญา, ปารีส, อ๊อกฟอร์ด
การที่สถาบันเป็นที่รวมตัวของชนชั้นสูง จึงได้หยิบยืมองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมมาดัดแปลงเพื่อการใช้งาน เช่น ทางเดินมีหลังคา (Cloister) ล้อมรอบพื้นที่เปิดโล้งรูปสี่เหลี่ยมที่พบได้ในมหาวิหารถูกนำมาใช้ในการวางผังสถาบันการศึกษา, ห้องสำหรับนักบวช ปรับเป็นห้องเรียน โดยการนำเอาองค์ประกอบของอาคารทางศาสนามาใช้สามารถมองได้ว่าสถาบันการศึกษาไม่เพียงมอบสถานที่สำหรับฝึกปฎิบัติ แต่ยังควบคุมและชี้นำจิตวิญาณของผู้เยาว์ไปพร้อมๆกัน
ศตวรรษที่ 15 เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี โลเรนโซ เด เมดีชี (Lorenzo de' Medici) อุปถัมป์มีเกลันเจโล บูโอนาร์โรตี (Michelangelo) โดยเสนอโอกาสพัฒนาทักษะทางศิลปะ โดยฝึกฝนจากการลอกเลียนผลงานที่เก็บสะสมในสวน โดยมีอาจารย์สอน
ห้องสมุด, วิหาร, ห้องเรียน (เมื่อก่อนเรียกว่า Professorial office), ครัว, ห้องทานอาหาร, ส่วนบริการ, ห้องบรรยาย, ส่วนบริหาร, ส่วนกลาง, โรงพละ, ห้องปฎิบัติการ พื้นที่ต่างๆเกิดขึ้นจากความต้องการของผู้เรียน และผู้สอน อาคารเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต สถาบันการศึกษาในยุคนั้นจึงประสบปัญหาที่ต้องปรับปรุงอาคารเก่า เพื่อตอบสนองการขายาตัวของกิจกรรมที่เกิดขึ้น ((ภาพ 1)
ลัทธิล่าอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ (British Colonialism) ช่วยกระจายแนวคิดมหาวิทยาลัยไปทั่วโลก เราเห็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมในมหาวิทยาลัยในรูปแบบยุคฟื้นฟูโกธิค เช่น วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยมุมไบ (Mumbai University) (ภาพ 2)
แนวคิดมหาวิทยาลัยที่มีพร้อมทุกอย่าง (ห้งสมุด, หอพักอาจารย์ - นักศึกษา, ห้องเรียน) เกิดขึ้นไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมาในโลกใหม่ (new world - คำเรียกทวีปอเมริกา และอาจจะรวมไปถึงออสตราเลเชีย - WIKI) มหาวิทยาลัยในรูปแบบฟื้นฟูโกธิคมาพร้อมกับแนวคิดลัทธิล่าอาณานิคม ตัวอย่างเช่น อาคารในมหาวิทยาลัยเยล ประเทศสหรัฐอเมริกา (ภาพ 3) หรืออาคารหอนาฬิกาในมหาวิทยาลัยมุมไบ
งานออกแบบมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย (University of Virginia) โดยทอมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) มีลักษณะคล้ายกับหมู่บ้าน (ภาพ 4) โดยปฎิเสธรูปแบบยุคฟื้นฟูโกธิค อาคารนำเสนอผ่านรูปแบบคลาสสิค องค์ประกอบอย่างเช่นแนวเสาระเบียง (Colonnade) ทำให้นึกถึงสำนักปรัชญาของเพลโต
ในขณะที่อิทธิพลของศาสนาที่มีต่อสถาบันการศึกษาเริ่มลดลง Grandes Écoles ในประเทศฝรั่งเศสก่อตั้งขึ้นในช่วงปฎิวัติตามหลักการของยุคเรืองปัญญาในศตวรรษที่ 16 (Enlightenment) ส่งผลต่อกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุงเน้นการวิจัย และเทคโนโลยี เช่น สถาบันโพลีเทคนิค (Polytechnic) การศึกษายังเป็นสถานที่ฝึกฝนผู้ปกครองเพื่อรับใช้กษัตริย์ดังนั้นสถาบันจึงถูกควบคุมโดยรัฐ (ค.ศ. 1852 มีกฏห้ามไว้หนวด)
เยอรมันในศควรรษที่ 19 หลายๆสถาบันการศึกษาเลือกเป็นอิสระจากแนวคิด ความเชื่อทางศาสนา ตามแนวคิดของอเล็คซันเดอร์ ฟ็อน ฮุมบ็อลท์ (Friedrich Wilhelm Heinrich Alexander von Humboldt) นักภูมิศาสตร์, นักธรรมชาติวิทยา, นักสำรวจ ทำให้การศึกษาแบบวิทยาศาสตร์เป็นที่นิยม
University College London ในอังกฤษก่อตั้งในปีค.ศ. 1825 เป็นสถาบันแห่งแรกที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับนิกายทางศาสนา
ช่วงหลังของศตวรรษที่ 19 ในประเทศอังกฤษ มหาวิทยาลัยมีการขยายไปนอกเมืองหลวง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเชิงเทคนิค แตกต่างจากมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของชนชั้นกลางในเมืองหลวง ในขณะที่ Oxbridge (มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์) มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟูโกธิค วิทยาลัยเทคนิคใช้อิฐแดงเป็นวัสดุอาคาร (ภาพ 5) วัสดุร่วมสมัยซึ่งพบได้ในมหาวิทยาลัยสำหรับผู้ชำนาญการ (Technocrat) เช่น ETH Zürich, MIT (สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์)
สถาบันที่รับการสนับสนุนจากรัฐเป็นที่นิยมในอังกฤษช่วงปี 1960s มหาวิทยาลัยนอกเมืองเกิดขึ้นเพื่อรองรับจำนวนนักศึกษาที่เพิ่มมากขึ้น มหาวิทยาลัยกลุ่มนี้ปฎิเสธรูปแบบคลาสสิคหรอืโกธิค และเลือกใช้วัสดุสมัยใหม่อย่างกระจกเป็นหลัก นอกเหนือจากรูปแบบอาคาร ระบบผังที่ตอบสนองภูมิประเทศเป็นสิ่งที่ผู้ออกแบบคำนึงถึง เช่น Sir Basil Spence ออกแบบอาคารให้มหาวิทยาลัยซัสเซ็กส์ (University of Sussex) (ภาพ 6), อาคารหอพักมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย (University of East Anglia เมือง Norwich) รูปทรงคล้ายซิกกูแรต (Ziggurat) (ภาพ 7)
ประเทศสหรัฐเอมริกา มีส ฟาน เดอร์ โรห์ (Mies van der Rohe) ออกแบบผังและอาคารในรูปแบบโมเดิร์นให้กับสถาบันเทคโนโลยีอิลลินอยส์ (Illinois Institute of Technology) (ภาพ 8), สถาปัตยกรรมจากคอนกรีตรูปแบบ Brutalism ของพอล รูดอล์ฟ (Paul Rudolph) มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ (University of Massachusetts ในเมือง Dartmouth) (ภาพ 9) ผังสถาบันการศึกษาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีลักษณะกระชับ (Compactness) โดยมุ่งหวังการพบปะของผู้เรียนและผู้สอน รวมถึงการติดต่อสื่อสารข้ามคณะ
โดยทั่วไปแล้วมหาวิทยาลัยพยายามส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย แต่อย่างไรก็ตามการเดินขบวนประท้วงในปารีสปีค.ศ. 1958 (ภาพ 10) สื่อภาพการที่สถาบันการศึกษาเป็นสถานที่สำหรับคนแค่บางกลุ่ม อาคารในสถาบันสะท้อนระบบการปกครองแบบพ่อปรกครองลูก (Paternalism)
ช่วงสงครามเย็นมหาวิทยาลัยไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเกี่ยวข้องทางการเมืองได้ มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน (Berlin University) อยู่ภายใต้แนวคิดลัทธิคอมมิวนิสต์ อีกฝั่งของกำแพงเบอร์ลิน อเมริกาจัดตั้ง Free University ในเยอรมนตะวันออก สถาบันการศึกษาแบบที่พบได้ต่างเมืองในอเมริกา แตกต่างจากมหาวิทยาลัยแบบเยอรมันแท้ที่ตั้งอยู่ในเมือง
ที่มอสโคว์ ประเทศโซเวียต โจเซฟ สตาลิน ก่อตั้งมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ในรูปแบบนีโอคลาสสิค อาคารต่างๆถูกนำมารวมกันเป็นตึกสูง (ภาพ 11) ประดับด้วยรูปปั้นที่ยอดตึก แตกต่างจากการวางผังมหาวิทยาลัยแบบหมู่บ้านของทอมัส เจฟเฟอร์สัน
เคนโซ ทังเกะ (Kenzo Tange) ออกแบบอาคารสูงกรุด้วยกระจกให้กับสถาบัน Mode Gakuen ในเมืองโตเกียว (ภาพ 12)
ในปีค.ศ. 1966 เซดริก ไพรซ์ (Cedric Price) นำเสนอแนวคิด Potteries Thinkbelt โดยนำพื้นที่เหมืองอุตสาหกรรมเซรามิคร้างเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัย เชื่อมต่อภายในโครงการด้วยรถไฟ รองรับผู้เรียนได้ 20,000 คน (ภาพ 13-15)
พัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้การประชุมทางไกล หรืออ่านหนังสือจากห้องสมุดออนไลน์เป็นเรื่องง่าย กระบวนการต่างๆลดทอนลง ซึ่งทำให้ความเป็นมหาวิทยาลัยเปลี่ยนไปจากความหมายเดิม ความเชื่อมโยงทางกายภาพระหว่างผู้เรียนและชุมชนลดลง อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยยังคงต้องการสถาปัตยกรรม ในเงื่อนไขที่สถาปัตยกรรมต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน
ที่มา (สมัครก่อนถึงอ่านได้) --> https://www.architectural-review.com/essays/typology/typology-universities/8688727.article

The Architecture of the City (5 กันยายน 2019)

เทอมนี้ผมได้มีโอกาสร่วมออกโจทย์สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 โดยมีที่มาจากการศึกษาเรื่องเมือง
The Architecture of the City (ภาพ 1) เขียนโดยสถาปนิกขาวอิตาเลียน Aldo Rossi ในปีค.ศ. 1966 ในกระแสต่อต้านสถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ถูกมองว่าใช้คำตอบเดียว (Scheme) ในทุกสถาณการณ์

หนังสือเสนอมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรมและเมือง เมืองไม่ใช่แค่กลุ่มอาคารและถนน แต่ประกอบด้วยประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยในเมือง เมืองคือสถาปัตยกรรมที่มีการเติบโตตามเวลา
ผมมีข้อสังเกตที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ 2 ประเด็นจึงนำมาพัฒนาเป็นโจทย์และที่ตั้งโครงการ
.
1. ที่มาและความหมายของ Context ทำให้เราจำเป็นต้องพัฒนาเครื่องมืออีกชุดสำหรับการวิเคราะห์
ช่วงทศวรรษที่ 50 Ernesto Rogers บรรรณาธิการนิตยสารรายเดือน Casabella เขียนบทความเรื่อง Continuita (ภาษาอิตาลีแปลว่า ความต่อเนื่อง) ใช้คำว่า Ambiente ในบทความวิพากษ์งานออกแบบในยุคโมเดิร์นตอนต้น ที่นำเสนอความสมบูรณ์ในตัวเอง ไม่มีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์
จากนั้นคำว่า Ambiente เริ่มถูกใช้ในวงการสถาปนิก ตัวอย่างเช่น หนังสือของ Aldo Rossi - The Architecture of the City จนกระทั่งหนังสือเล่มนี้ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษเป็นคำว่า Context (ภาษาอิตาเลียนใช้คำว่า Contesto ซึ่งมีความหมายเชิงกายภาพที่จับต้องได้)
Ambiente มีความหมายถึงสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่นประวัติศาสตร์ หากสืบกันตามรากศัพท์น่าจะมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า Atmosphere - บรรยากาศ ในขณะที่ Context ในความหมายของ Contextualism นั้นหมายถึงอาคาร สภาพแวดล้อมที่จับต้องได้ ตัวอย่างเช่นการศึกษา Figure and Ground ตามแนวทางของโคลิน โรว์ (Colin Rowe - Cornell University) ภายหลังโคลิน โรว์ เลิกใช้คำว่า Context ในความหมายเชิงกายภาพและกลับไปหาคำว่า Ambiente
หนังสือ Notes on the Synthesis of Form เขียนโดย คริสโตเฟอร์ อเล็กซานเดอร์ (Christopher Alexander) ในปี ค.ศ. 1964 อธิบายคำว่า Context หมายถึงสภาพแวดล้อม (Environment)
ในปัจจุบันทั้งสองความหมายถูกใช้ปนกัน ทั้งสิ่งที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้ เมื่อใช้คำไทยว่า บริบท - [บอริบด] หมายถึง คำ ข้อความ หรือสถานการณ์แวดล้อมเพื่อช่วยให้เข้าใจความหมายของภาษาหรือของถ้อยคำ (พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554)
เมื่อเราเข้าใจที่มาและพัฒนาการของความหมาย ผมคิดว่าจะช่วยทำให้เราเลือกเครื่องมือเพื่อศึกษาได้อย่างเหมาะสม ผมเองชินกับบทวิเคราะห์ทางกายภาพ ผังสองมิติ เส้นทางเดินรถ ประเภทอาคาร ตำแหน่งสาธารณูปโภค แต่ในโปรเจคนี้เราต้องการข้อมูลที่ไม่สามารถหาได้จาก Google Map เรามองหา Ambiente ซึ่งเครื่องมืออีกประเภท เช่น ภาพถ่ายในอดีต การพูดคุย ความทรงจำและมุมมองที่แตกต่าง

2. ตำแหน่งที่ตั้งสำหรับโปรเจค "โรงหนังปารีส"
Typology ในมุมมองของ Aldo Rossi ได้รับอิทธิพลจากมุมมองเรื่อง Type ของ Giulio Carlo Argan (นักทฤษฎีสถาปัตยกรรมชาวอิตาเลียน)
เมืองประกอบด้วยสถาปัตยกรรม เมืองเป็นวัตถุขนาดใหญ่ที่มนุษย์สร้างขึ้น เมืองเติบโตขึ้นตามกาลเวลา Urban artifacts ในเมืองประว้ติศาสตร์และรูปทรงทำให้มันมีลักษณะพิเศษ
Type คือหลักการ แก่นของสถาปัตยกรรม เราสามารถมองหาได้ใน Urban Artifact - ในภาษาอิตาเลียน Fatto urbano มีรากศัพท์จากภาษาฝรั่งเศส Faite urbaine คำแปลในภาษาอิตาเลียน และภาษาอังกฤษ หมายถึง Urban artifacts ( Sir John Summerson ใช้ในบทความเรื่อง Urban Form, 1963) Urban Artifacts มีความหมายทั้งภายภาพ และจินตภาพ คือวัตถุที่ตั้งอยู่ในเมือง ประกอบด้วยประวัติศาตร์ ภูมิศาสตร์ โครงสร้าง และความเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันในเมือง
ในมุมมองของ Aldo Rossi - Typology คือทฤษฏีทางสถาปัตยกรรมที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรมและเมือง เป็นวิธีเชื่อมโยงอาคารกับอดีต ต่างจากโมเดิร์นที่แยกขาด
จากการศึกษาสถาปัตยกรรมในเมือง Aldo Rossi เสนอมุมมองต่อต้านแนวคิด Functiolism โดยชี้ให้เห็นว่ารูปทรงอาคาร (Form) ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับการใช้งาน (Function) ตัวอย่างเช่น ผังย่านพักอาศัยซันตาโกรเช (Santa Croce) เมืองฟลอเรนซ์ อิตาลี ทำให้เห็นร่องรอยของที่แสดงกลางแจ้งสมัยโรมัน (รูปทรงอัฒจันทร์) (ภาพ 2 ซ้ายมือ)












Pallazo della Ragione เมือง Padua รูปทรงของอาคารกำหนดรูปทรงของเมือง ศาลากลางที่ถูกปรับเป็นตลาด (ภาพ 2 ขวามือ) คือตัวอย่างของรูปทรงที่ถาวร อยู่ยืนยาวกว่าการใช้งาน ซึ่งเราสามารถพบการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ในการใช้งานในอาคารทั่วไปในยุโรป (ภาพ 3) เส้นสายของถนน อาคารรอบข้าง รูปทรงที่ดิน ตั้งแต่อดีตเป็นตัวกำหนดรูปทรงของอาคาร Aldo Rossi เรียกว่า Typological Permanence

โรงหนังปารีส (ภาพ 4) เมื่อมองจากด้านบน รูปทรงของอาคารบริเวณนั้นเป็นวงกลม ซึ่งมีลักษณะแตกต่างจากอาคารในย่านนั้น ผมคิดว่าที่ตั้งโรงหนังปารีนั้น เป็นโจทย์ที่น่าสนใจในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ และรูปทรงอาคาร

นักศึกษาหลายคนสนใจเรื่องแสงธรรมชาติ ตอนที่ 2 (ระนาบเหนือศีรษะ) (23 มีนาคม 2019)

ไม่นานมานี้ผมเห็น Sou Fujimoto สถาปนิกจากประเทศญี่ปุ่น โพส Instragram เป็นภาพถ่ายภายในอาคาร Kimbell Art Museum ที่ออกแบบโดย Loius Kahn ปีค.ศ. 1972 / Sou Fujimoto บรรยายว่า "Light and Matter melt together." (แสงและสสารหลอมรวมกัน)
-

ผังพื้นอาคารเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรียงต่อกันด้านยาว มหลังคาคอนกรีตทรงครึ่งวงกลม เรียงกัน มองจากภายนอกไม่เห็นหน้าต่าง พื้นที่ภายในปรากฏขึ้นเพราะแสงจากระนาบเหนือศีรษะ
-




ถัดไปไม่ไกลมีอาคารใหม่ออกแบบโดย Renzo Piano (สร้างหลังจากอาคารของ Louis Kahn ประมาณ 40 ปี) พื้นที่ภายในอาคารมีความสว่างกว่าอาคารเดิม วัสดุที่ใช้ก็ดูเบา แต่ทั้งสองอาคารใช้หลักการนำแสงส่วางเข้ามาในพื้นที่เหมือนกัน ระนาบเหนือศีรษะ
-
ผมแนบภาพร่างผลงานออกแบบช่วงแรกของ Renzo Piano และโต๊ะทำงานของสถาปนิกมาด้วย ดูจากข้าวของแล้ว น่าจะเป็นคนชอบทำแบบจำลองของสิ่งที่คิดไว้ครับ
-
Sou Fujimoto's instagram - https://www.instagram.com/p/BvMLP8dH7eF/

นักศึกษาหลายคนสนใจเรื่องแสงธรรมชาติ ตอนที่ 1 (หน้าต่าง) (24 มีนาคม 2019)



ส่วนห่อหุ้มอาคาร (Building Envelope) คือส่วนที่แยกระหว่างที่ว่างภายใน และสภาพแวดล้อมภายนอก หากเรียกเป็นองค์ประอบอาคาร คงต้องดูรูปตัดและรวม ผนัง พื้นชั้นล่างที่สัมผัสดิน หน้าต่าง หลังคา
----------------------------------------------
หน้าต่าง (ช่องเปิดและปิดบนผนัง)
-
มีบางแง่มุมที่ผมคิดว่า ช่องเปิดคล้ายกับหลักกการของชัตเตอร์กล้องถ่ายภาพ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมแสง ภาพที่ปรากฏขึ้นกระตุ้นให้ผู้คนเกิดความรู้สึก การวาดภาพด้วยแสงที่สื่อความหมายประกอบด้วย เนื้อหา และเทคนิค
-
ผมว่าเราน่าจะคุยกันเรื่องเทคนิค - มีหนังสือชื่อ WindowScape: Window Behaviorology เป็นงานวิจัยและตีพิมพ์ออกมาในรูปแบบหนังสืออ่านง่าย (ถึงขนาดมีสถาบันศึกษาเรื่องหน้าต่างเลยนะ) ทำการรวบรวมรูปแบบหน้าต่าง โดยแบ่งออกเป็นสามหัวข้อหลักคือ หน้าต่างที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม, 👉หน้าต่างที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม 👈, และการจัดองค์ประกอบทางศิลปะของหน้าต่าง
-
หน้าต่างที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม
1. threshold window - หน้าต่าง หรือ ประตู ส่วนเปลี่ยนผ่านระหว่างพื้นที่
2.seating or sleeping window - หน้าต่างที่มีพื้นที่สำหรับนั่ง หรือนอนพักผ่อน
3.observing window - หน้าต่างที่อยู่มุมสูง หรือช่องสำหรับมอง สังเกตการณ์
-
หน้าต่างที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม 😎
1.pooling window - หน้าต่างที่มีลักษณะเป็นหลุม ดึงพื้นที่ภายนอกเข้ามา มีลักษณะคล้ายกรอบรูป ความลึกช่วยให้สามารถบิดมุมเพื่อเน้นทิวทัศน์
2.dissolving window - มีส่วนช่วยซับ กระจายความสว่างของแสง ทำให้สภาพแสงมีคาวมเหมาะสมกับกิจกรรม
3.sculpting window - มีรูปทรงงาดงามราวกับประติมากรรม หรือใช้สร้างความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่กับสัญลักษณ์ความเชื่อ วัฒนธรรมพื้นถิ่น เช่น โบสถ์ หรือร้านอาหาร
4.light room - หน้าต่างที่มีขนาดใหญ่ ช่วยให้พื้นที่ (ห้อง) มีความสว่าง ใกล้เคียงกับภายนอกอาคาร
5.window in the breeze - หน้าต่างเปิดรับลมเย็นนนนน
6.window in the garden - หน้าต่างที่บังคับมุมมอง สร้างกรอบ เน้นทิวทัศน์
10.layering window - หน้าต่างที่มีการซ้อนชั้น เพื่อความเป็นส่วนตัว หรือความปลอดภัย หรือความสว่าง
-
การจัดองค์ประกอบทางศิลปะของหน้าต่าง
1.part and whole - ความสัมพันธ์ระหว่าง หน้าต่างและผนัง เกิดจากการจัดองค์ประกอบ (composition)
-
https://madoken.jp/en/research/window-behaviorology/

The Future Of The Way We Live, Love And Work (6 กรกฎาคม 2016)

The Zeitgeist Movement (ไซท์ไกสท์ (เยอรมัน: Zeitgeist [ˈtsaɪtɡaɪst]) หมายถึงบรรยากาศทางภูมิปัญญาหรือทางวัฒนธรรมของยุคสมัย คำว่าไซท์ไกสท์เป็นคำภาษาเยอรมัน แปลตามตัวคือ เวลา (Zeit) และ จิตวิญญาณ (Geist) ในภาษาไทยอาจแปลได้ว่า "จิตวิญญาณแห่งยุคสมัย" หรือ "จิตวิญญาณแห่งกาลเวลา”: WIKIPEDIA) เป็นกลุ่มที่จัดตั้งโดย Peter Joseph เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสังคมและระบบเศรษฐกิจปัจจุบันให้ไม่อยู่บนพื้นฐานระบบการเงิน ด้วยการจัดสรรทรัพยากร และ สิ่งแวดล้อม
.
งานสัมนาในปีนี้เลือกนักคิด, อดีต CEO ของ Google, สถาปนิก (Rem Koolhass พูดถึงอนาคตของการอยู่อาศัย), อดีต VP ของธนาคารโลก มาบรรยายในหัวข้อ The Future Of The Way We Live, Love And Work
.
Alain de Botton พูดถึงอนาคตของความรัก (โดยผมรีบสรุปความดังนี้)
หากเรามองในมุมของประวัติศาสตร์โลก การแต่งงานที่มีความสุข เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ เพราะแนวคิดเรื่องชีวิตหลังแต่งงานอันแสนสุขนั้นเริ่มต้นช่วงยุคคศ. 1800 -1850 โดยก่อนหน้านั้น ความรักไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับการแต่งงาน ความเชื่อเรื่องความรักและการแต่งงานของเราถูกสร้างขึ้นในยุคโรแมนติก สิ่งที่มนุษย์เรียกว่าความรักนั้นเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับบริบทและสังคม ดังเช่นที่ La Rochefoucauld (นักเขียนฝรั่งเศส) กล่าวไว้ "Some people would never have fallen in love if they hadn't heard there was such a thing.” บางคนอาจไม่เคยตกหลุมรัก ถ้าไม่เคยได้ยินเรื่องการตกหลุมรัก
.
คำนิยามของความรักขึ้นอยู่กับสังคม เราอยู่ในสังคมที่รักแบบโรแมนติก
.
ความเชื่อที่ 1 เรามีเนื้อคู่ (Soul Mate) และมันเป็นหน้าที่ทีเราจะต้องตามหา เมื่อพบแล้วเราจะรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณ ความรู้สึกพิเศษนี้นำเราไปสู่การแต่งงานและมีลูก ชีวิตจะสมบูรณ์เมื่อมีคู่ ลาขาดความเหงา ความฝันและความหวังถูกเติมเต็มด้วยคู่ชีวิต / ผมเคยอ่านหนังสือเรื่อง How to Be Alone: The School Of Life Book by Sara Maitland อธิบายปรากฏการณ์ที่สังคมผลักดันให้การไม่มีคู้เป็นความผิดปรกติ
.
ความเชื่อที่ 2 เมื่อเราเจอเนื้อคู่ เค้าจะเป็นคนที่เข้าใจในความเป็นเรา หลายคนไม่ทราบว่า คนที่สร้างความโรแมนติกนั้นไม่ได้ทำงาน ใช้ชีวิตอยู่ในวิวสวยๆ มองแสงอาทิตย์ทะลุหมู่เมฆ
.
ความเชื่อที่ 3 การมี Sex คือการแสดงออกถึงความรักขั้นสูงสุด การมี Sex กับความรักเป็นของคู่กัน ก่อนหน้านั้นทั้งสองอย่างไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน ความรักกับ Sex เป็นหัวข้อใหญ่ในวรรณกรรมยุคปีคศ. 1900
ความเชื่อแบบโรแมนติกนั้นอันตราย เราควรหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ตามแบบโรแมนติก
.
ความเชื่อที่ 4 เราควรเป็นตัวของตัวเองในความสัมพันธ์ เราควรซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเอง
.
ความเชื่อที่ 5 ถ้าเรารักใครมากๆ และเค้าก็รักเรามากๆ เราไม่จำเป็นต้องพูดเยอะ มองตากันก็เข้าใจ
.
ความเชื่อที่ 6 ถ้าเรารักใคร เราจะรับความเป็นตัวตนได้ทั้งหมด เราจะไม่พยายามเปลี่ยนความเป็นตัวตน ในขณะที่ Acient Greek อธิบายความหมายของความว่ารัก และอดทนต่อสิ่งที่ไม่สวยงาม ซึ่งแตกต่างจากมุมมองแบบโรแมนติกที่จะต้องรักทุกอย่างในตัวคนนั้นๆ
.
หนทางที่จะมีความรักในอนาคตคือการหลีกเลี่ยงความเชื่อแบบโรแมนติก ซึ่ง Alain de Botton แนะนำต่อเนื่องในช่วงท้ายของวิดีโอ
.
ผมนึกถึงหนังเรื่อง High Fidelity (นำแสดงโดย john Cusack สร้างจากงานเขียนของ Nick Hornby) ตัวหนงว่าด้วยความสัมพันธ์ของพระเอก และนางเอก ความสนุกอยู่ในช่วงที่พระเอกพยายามหาเหตุผลว่าทำไม่ ชีวิตรักของตัวเองถึงพังทลาย โดยมีเพลงเป็นส่วนประกอบหลักของการเล่าเรื่อง
ช่วงต้นเรื่องที่พระเอกพูดถึงความอันตรายจากการฟังเพลงรัก หรือดูหนังโรแมนติกนั้นเป็นเรื่องที่น่าขบคิดอยู่ไม่น้อย

LINK ---> https://www.youtube.com/watch?v=R2v8TywXjLA&fbclid=IwAR3GPQ4LLevPaD4JMjCuL-R5b_DNtwI_UpJnn92aPTVDzW_6vt9AvgK2qdc